ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

Prepositions (in, on, at): ใช้ถูก...ชีวิตดี!

 หยุดสับสนกับ Prepositions! A, An, The ยังว่ายาก แต่ In, On, At ก็ไม่แพ้กัน! มาเรียนรู้วิธีใช้คำบุพบทบอกเวลาและสถานที่ที่ถูกต้อง เพื่อสื่อสารได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติที่สุด!



📍 Prepositions: เพื่อนร่วมทางของคำนาม

Prepositions หรือคำบุพบทคือคำที่ใช้เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามกับคำอื่นๆ ในประโยค ส่วนใหญ่มักใช้บอก เวลา และ สถานที่ ซึ่งในบรรดาคำบุพบททั้งหมด in, on, และ at คือ 3 คำที่ใช้บ่อยที่สุดและมักสร้างความสับสนให้กับผู้เรียนภาษาอังกฤษ


⏰ at: ชี้เป้า...เวลาและสถานที่ที่เจาะจง

เราใช้ at เพื่อระบุ จุดที่เจาะจง (specific point) ทั้งในแง่ของเวลาและสถานที่

  • สถานที่: ใช้กับสถานที่ขนาดเล็กหรือจุดนัดพบที่เจาะจง

    • I'll meet you at the bus stop. (ฉันจะเจอคุณที่ป้ายรถเมล์)

    • She is at the library. (เธออยู่ที่ห้องสมุด)

    • They are at the top of the hill. (พวกเขาอยู่ที่ยอดเขา)

  • เวลา: ใช้กับเวลาที่เจาะจง

    • The meeting starts at 9 a.m. (การประชุมเริ่มตอน 9 โมงเช้า)

    • I usually go to bed at midnight. (ฉันมักจะเข้านอนตอนเที่ยงคืน)

    • See you at lunch time. (แล้วเจอกันตอนเที่ยงนะ)


💡 on: บน พื้นผิว และ วันที่ที่ชัดเจน

เราใช้ on เพื่อแสดงการอยู่ บนพื้นผิว หรือ บนเส้นทาง รวมถึงการระบุ วันที่ ที่ชัดเจน

  • สถานที่: ใช้กับพื้นผิวหรือเส้นทาง

    • The book is on the table. (หนังสืออยู่บนโต๊ะ)

    • We live on the second floor. (เราอยู่ชั้นสอง)

    • The picture is on the wall. (รูปภาพอยู่บนผนัง)

    • The restaurant is on Sukhumvit Road. (ร้านอาหารอยู่บนถนนสุขุมวิท)

  • เวลา: ใช้กับวันหรือวันที่ที่เจาะจง

    • I have an appointment on Monday. (ฉันมีนัดในวันจันทร์)

    • Her birthday is on May 10th. (วันเกิดของเธอคือวันที่ 10 พฤษภาคม)


📦 in: ภายใน พื้นที่ และ ช่วงเวลาที่กว้าง

เราใช้ in เมื่อพูดถึง พื้นที่ขนาดใหญ่ ที่มีขอบเขต หรือ ช่วงเวลาที่กว้าง

  • สถานที่: ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่หรือพื้นที่ที่มีขอบเขต

    • I live in Bangkok. (ฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ)

    • The keys are in the drawer. (กุญแจอยู่ในลิ้นชัก)

    • They are swimming in the pool. (พวกเขากำลังว่ายน้ำอยู่ในสระ)

    • The money is in my wallet. (เงินอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของฉัน)

  • เวลา: ใช้กับช่วงเวลาที่กว้าง เช่น เดือน, ปี, ฤดู, หรือช่วงของวัน

    • My birthday is in June. (วันเกิดของฉันอยู่ในเดือนมิถุนายน)

    • He was born in 1990. (เขาเกิดในปี 1990)

    • We often go to the beach in the summer. (เรามักจะไปทะเลในฤดูร้อน)

    • I drink tea in the morning. (ฉันดื่มชาในตอนเช้า)


💬 ตัวอย่างประโยคใช้งาน (Examples)

  1. At: I will meet you at the corner of the street.

  2. On: Put the groceries on the counter.

  3. In: She is working in the garden.

  4. At: The class ends at 4 p.m.

  5. On: I will see you on Friday.

  6. In: My father was born in 1965.

  7. At: The train arrived at the station on time.

  8. On: We live on the third floor.

  9. In: It's usually hot in July.

  10. At: The children are playing at the playground.

  11. On: Don't stand on the grass.

  12. In: My phone is in the bag.

  13. At: Let's have dinner at the new restaurant.

  14. On: His birthday is on November 14th.

  15. In: We spent a week in Japan.


🗣️ ตัวอย่างบทสนทนา (Dialogues)

1. บทสนทนาเกี่ยวกับการนัดหมาย (Making an appointment)

A: When can we meet?
B: How about Tuesday?
A: Sounds good. At what time?
B: Let's meet at 3 p.m.
A: Okay, where?
B: We can meet at the coffee shop near your office.
A: Perfect. I'll see you on Tuesday at 3 p.m.

2. บทสนทนาเกี่ยวกับการถามทาง (Asking for directions)

A: Excuse me, is the post office on this street?
B: Yes, it’s just down the road.
A: Is there a landmark I should look for?
B: It’s on the corner, right next to the bank.
A: Thank you!
B: You're welcome. It's at number 15.

3. บทสนทนาเกี่ยวกับวันเกิด (Talking about a birthday)

A: When is your birthday?
B: My birthday is in October.
A: Which day in October?
B: It's on the 25th.
A: Are you having a party?
B: Yes, I am. The party will be at my house on Saturday.

4. บทสนทนาในห้องทำงาน (In the office)

A: Where is the file? I can't find it.
B: It should be in the top drawer of your desk.
A: Oh, I found it. It was hiding in a stack of papers.
B: What time is the meeting with the manager?
A: It’s scheduled for 11 a.m.
B: Okay, thanks. I will see you at the conference room.

5. บทสนทนาเกี่ยวกับที่อยู่ (Asking for an address)

A: Where do you live?
B: I live in Bangkok.
A: Which area in Bangkok?
B: I live in the Thonglor area.
A: And which building?
B: I live on Sukhumvit Road, at the Grand View Condominium.
A: What floor are you on?
B: I live on the 15th floor.





Articles A, An, The: คู่หูคู่ฮิตที่ไม่ใช่แค่คำนำหน้า!

 ปลดล็อกความลับของ Articles (a, an, the) ในภาษาอังกฤษ! ทำไมบางครั้งเราต้องใช้ 'a' บางครั้งใช้ 'an' และเมื่อไหร่ที่ 'the' ถึงจะใช่? มาไขความกระจ่างเพื่อการสื่อสารที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นกัน!


🧐 Articles: เพื่อนแท้ของคำนาม

Articles คือคำนำหน้าคำนามที่เราใช้เพื่อระบุว่าคำนามที่เราพูดถึงนั้น เจาะจง (definite) หรือ ไม่เจาะจง (indefinite) มีทั้งหมด 3 คำหลักๆ คือ a, an, และ the ซึ่งแต่ละคำก็มีหน้าที่และกฎการใช้งานที่แตกต่างกันไป

🔑 A & An: คู่หูคู่ฮิตที่ไม่ระบุตัวตน

A และ an เป็นที่รู้จักในชื่อ Indefinite Articles (คำนำหน้าคำนามไม่เจาะจง) ใช้กับ คำนามเอกพจน์ (singular noun) ที่เราพูดถึงเป็นครั้งแรกหรือยังไม่เจาะจงว่าเป็นสิ่งไหน

  • ใช้ A เมื่อคำนามนั้นเริ่มต้นด้วย เสียงพยัญชนะ (consonant sound) เช่น a book, a car, a university (แม้ 'u' จะเป็นสระ แต่เสียงออกเป็น 'ย' ซึ่งเป็นพยัญชนะ)

  • ใช้ An เมื่อคำนามนั้นเริ่มต้นด้วย เสียงสระ  (vowel sound) ซึ่งได้แก่ a, e, i, o, u ตัวอย่างเช่น an apple, an umbrella, an hour (แม้ 'h' จะเป็นพยัญชนะ แต่เสียงแรกที่ออกคือ 'อ' ซึ่งเป็นสระ)

หลักการง่ายๆ คือให้ ฟังเสียง แรกของคำ ไม่ใช่แค่ดูว่าขึ้นต้นด้วยตัวอักษรอะไร

🎯 The: ตัวจริงเสียงจริงที่ใครๆ ก็รู้จัก

The หรือที่เรียกว่า Definite Article (คำนำหน้าคำนามเจาะจง) ใช้ได้กับทั้ง คำนามเอกพจน์และพหูพจน์ รวมถึงคำนามนับไม่ได้ด้วย โดยจะใช้เมื่อผู้พูดและผู้ฟัง รู้ ว่ากำลังพูดถึงสิ่งไหน

  • ใช้ The เมื่อพูดถึงสิ่งที่ผู้พูดและผู้ฟังรู้กันอยู่แล้ว เช่น Could you pass me the salt? (ส่งเกลือขวดนั้นให้หน่อยซิ) เพราะต่างก็รู้ว่าหมายถึงเกลือที่วางอยู่บนโต๊ะ

  • ใช้ The เมื่อพูดถึงสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก เช่น The sun, the moon, the Earth

  • ใช้ The เมื่อพูดถึงสิ่งที่เราเคยกล่าวถึงไปแล้ว เช่น I saw a cat. The cat was sleeping. (ตอนแรกพูดถึงแมวตัวหนึ่งแบบไม่เจาะจง พอพูดซ้ำอีกครั้งถึงแมวตัวเดิมก็ใช้ the ทันที)




💡 เคล็ดลับเพิ่มเติม:

นอกจากนี้เรายังใช้ the กับชื่อเฉพาะบางอย่าง เช่น ชื่อแม่น้ำ, ทะเลทราย, หรือหมู่เกาะ (The Nile, The Sahara Desert, The Philippines) แต่จะไม่ใช้กับชื่อประเทศหรือเมืองโดยทั่วไป (เช่น Thailand, Bangkok)


💬 ตัวอย่างประโยคใช้งาน (Examples)

  1. A: I need a new laptop for my work. (ฉันต้องการแล็ปท็อปเครื่องใหม่สักเครื่อง)

  2. An: She ate an orange for breakfast. (เธอกินส้มลูกหนึ่งเป็นอาหารเช้า)

  3. The: Can you turn off the light? (ช่วยปิดไฟหน่อยได้ไหม - ทั้งคู่รู้ว่าหมายถึงไฟดวงไหน)

  4. A: He is a student at Chulalongkorn University. (เขาเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

  5. An: It’s an honor to meet you. (เป็นเกียรติที่ได้พบคุณ)

  6. The: The movie we saw yesterday was fantastic. (หนังที่เราดูเมื่อวานยอดเยี่ยมมาก)

  7. A: I want to buy a jacket. (ฉันอยากซื้อแจ็คเก็ตตัวหนึ่ง)

  8. An: This is an incredible story. (นี่คือเรื่องราวที่เหลือเชื่อเรื่องหนึ่ง)

  9. The: The dog is barking loudly. (หมาตัวนั้นกำลังเห่าเสียงดัง)

  10. A: She has a beautiful voice. (เธอมีเสียงที่ไพเราะ)

  11. An: I have an appointment at 3 PM. (ฉันมีนัดตอนบ่าย 3 โมง)

  12. The: Please close the door. (ช่วยปิดประตูหน่อย)

  13. A: I live in a small house. (ฉันอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง)

  14. An: He works for an international company. (เขาทำงานให้กับบริษัทระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง)

  15. The: The earth revolves around the sun. (โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์)


🗣️ ตัวอย่างบทสนทนา (Dialogues)

1. บทสนทนาในร้านกาแฟ (At a coffee shop)

A: I'd like to order a coffee, please.
B: What kind of coffee would you like?
A: A latte.
B: Okay. The latte will be ready in five minutes.

A: Excuse me, where is the restroom?
B: The restroom is over there, next to the door.

2. บทสนทนาเกี่ยวกับการซื้อของ (Talking about shopping)

A: I bought a new book yesterday.
B: Oh, what is the book about?
A: It’s about an adventure in the jungle. The author is really good.

3. บทสนทนาถามทาง (Asking for directions)

A: Excuse me, is there a bank near here?
B: Yes, there's a bank on this street.
A: Could you tell me where exactly it is?
B: Walk straight ahead and turn left at the next corner. You’ll see the bank on your right.

4. บทสนทนาเกี่ยวกับการวางแผน (Making a plan)

A: Let's go to the park this weekend.
B: Which park? The one near my house?
A: Yes, the park by the lake. I saw a beautiful swan there last week.
B: Oh, I remember that swan. The swan was very elegant.

5. บทสนทนาเกี่ยวกับการทำงาน (At work)

A: Have you finished the report?
B: Not yet. I need a little more time.
A: Okay. Please send it to me as soon as you are done.
B: I will. The deadline is today, right?
A: Yes, the end of the day.









Articles, A, An, The, Indefinite articles, Definite article, English grammar, วิธีใช้ a an the, หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ, คำนำหน้าคำนาม, ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น

Tenses ฉบับสมบูรณ์: Simple Present, Simple Past, และ Simple Future

 เรียนรู้ Tense 3 แบบที่จำเป็นที่สุดในภาษาอังกฤษ พร้อมตัวอย่างประโยคและบทสนทนาที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง เพื่อให้คุณสื่อสารได้คล่องแคล่วและถูกต้อง

Tenses หรือ "กาล" เป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของภาษาอังกฤษ เพราะช่วยให้เราระบุเวลาของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต, ความจริงในปัจจุบัน, หรือแผนการในอนาคต วันนี้เราจะมาสรุป Tense พื้นฐาน 3 แบบที่คุณต้องรู้ไว้ให้แม่นยำ พร้อมตัวอย่างประกอบมากมายเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ




1. Simple Present Tense (ปัจจุบันกาล)

Simple Present Tense ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นกิจวัตรประจำวัน, ความจริงทั่วไป, ตารางเวลาที่แน่นอน, หรือการแสดงความรู้สึกและความชอบ

ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นความจริงทั่วไป

โครงสร้าง: ประธาน + กริยาช่อง 1


ตัวอย่างประโยค 

  • He goes to the gym every day. (เขาไปยิมทุกวัน)

  • She drinks coffee in the morning. (เธอดื่มกาแฟตอนเช้า)

  • The sun rises in the east. (ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก)

  • Water boils at 100 degrees Celsius. (น้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส)

  • I study English every evening. (ฉันเรียนภาษาอังกฤษทุกเย็น)

  • They play football on weekends. (พวกเขาเล่นฟุตบอลในวันหยุดสุดสัปดาห์)

  • We live in a big city. (เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่)

  • My sister loves to read books. (พี่สาวของฉันชอบอ่านหนังสือ)

  • He works as a teacher. (เขาทำงานเป็นครู)

  • The train leaves at 8 a.m. (รถไฟออกเวลา 8 โมงเช้า)

  • She doesn't like chocolate. (เธอไม่ชอบช็อกโกแลต)

  • Do you know him? (คุณรู้จักเขาไหม?)

  • He always comes late. (เขามาสายเสมอ)

  • She never eats meat. (เธอไม่เคยกินเนื้อ)

  • My dog sleeps on the bed. (หมาของฉันนอนบนเตียง)

  • The earth revolves around the sun. (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)

  • I believe in ghosts. (ฉันเชื่อเรื่องผี)

  • She teaches French. (เธอสอนภาษาฝรั่งเศส)

  • He wants to buy a new car. (เขาต้องการซื้อรถคันใหม่)

  • The store opens at 9 a.m. (ร้านเปิดเวลา 9 โมงเช้า)

  • My parents live in a small town. (พ่อแม่ของฉันอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ)

  • Does she like pizza? (เธอชอบพิซซ่าไหม?)

  • The movie starts in ten minutes. (หนังจะเริ่มในสิบนาที)

  • I have a good memory. (ฉันมีความจำดี)

  • He feels tired after work. (เขารู้สึกเหนื่อยหลังเลิกงาน)

  • Cats like to chase mice. (แมวชอบไล่จับหนู)

  • The clock strikes twelve at noon. (นาฬิกาตีสิบสองตอนเที่ยง)

  • She takes the bus to work. (เธอขึ้นรถบัสไปทำงาน)

  • He drinks tea, but I drink coffee. (เขาดื่มชา แต่ฉันดื่มกาแฟ)

  • The factory produces cars. (โรงงานผลิตรถยนต์)

ข้อควรจำ: ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ (He, She, It) ต้องเติม -s หรือ -es ที่ท้ายคำกริยา

2. Simple Past Tense (อดีตกาล)

Simple Past Tense ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีตอย่างชัดเจน มักจะมีคำบอกเวลาที่ระบุอดีตอย่าง yesterday, last week, หรือ 2 hours ago

ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต

โครงสร้าง: ประธาน + กริยาช่อง 2


ตัวอย่างประโยค 

  • I went to the park yesterday. (ฉันไปสวนสาธารณะเมื่อวานนี้)

  • She ate a sandwich for lunch. (เธอกินแซนด์วิชเป็นอาหารกลางวัน)

  • He played soccer with his friends. (เขาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ)

  • They studied for the exam last night. (พวกเขาเรียนเพื่อสอบเมื่อคืนนี้)

  • We visited our grandparents last month. (เราไปเยี่ยมปู่ย่าตายายเมื่อเดือนที่แล้ว)

  • The car stopped at the red light. (รถหยุดที่ไฟแดง)

  • She didn't come to the party. (เธอไม่ได้มาที่งานปาร์ตี้)

  • Did you finish your homework? (คุณทำการบ้านเสร็จหรือยัง?)

  • He wrote a letter to his friend. (เขาเขียนจดหมายถึงเพื่อนของเขา)

  • I lost my keys this morning. (ฉันทำกุญแจหายเมื่อเช้านี้)

  • They saw a movie together. (พวกเขาดูหนังด้วยกัน)

  • She drank a glass of water. (เธอดื่มน้ำหนึ่งแก้ว)

  • He found his wallet on the street. (เขาพบกระเป๋าสตางค์ของเขาบนถนน)

  • The concert started at 8 p.m. (คอนเสิร์ตเริ่มเวลา 2 ทุ่ม)

  • She spoke to him about the problem. (เธอพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับปัญหา)

  • We had a great time at the beach. (เรามีช่วงเวลาที่ดีที่ชายหาด)

  • He gave her a birthday present. (เขาให้ของขวัญวันเกิดกับเธอ)

  • I felt happy after I passed the test. (ฉันรู้สึกมีความสุขหลังจากสอบผ่าน)

  • She ran a marathon last year. (เธอวิ่งมาราธอนเมื่อปีที่แล้ว)

  • The phone rang loudly. (โทรศัพท์ดังเสียงดัง)

  • He told me a funny story. (เขาเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟัง)

  • We lived in Japan for three years. (เราเคยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลาสามปี)

  • The dog slept all day. (หมานอนทั้งวัน)

  • She read the whole book in one day. (เธออ่านหนังสือทั้งเล่มในวันเดียว)

  • He didn't say goodbye. (เขาไม่ได้พูดลา)

  • Did you call me? (คุณโทรหาฉันหรือเปล่า?)

  • The company opened a new branch. (บริษัทเปิดสาขาใหม่)

  • They bought a new house. (พวกเขาซื้อบ้านใหม่)

  • I broke my arm last month. (ฉันแขนหักเมื่อเดือนที่แล้ว)

  • The plane landed safely. (เครื่องบินลงจอดอย่างปลอดภัย)


3. Simple Future Tense (อนาคตกาล)

Simple Future Tense ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต, การคาดการณ์, หรือการตัดสินใจในทันที มักจะใช้โครงสร้าง "will + กริยาช่อง 1"

ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  

โครงสร้าง: ประธาน + will + กริยาช่อง 1

ตัวอย่างประโยค 

  • I will go to the gym tomorrow. (ฉันจะไปยิมพรุ่งนี้)

  • She will call you later. (เธอจะโทรหาคุณทีหลัง)

  • He will buy a new car next year. (เขาจะซื้อรถใหม่ปีหน้า)

  • They will visit us this weekend. (พวกเขาจะมาเยี่ยมเราสุดสัปดาห์นี้)

  • We will eat dinner at a restaurant. (เราจะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหาร)

  • It will be a beautiful day. (มันจะเป็นวันที่สวยงาม)

  • I will help you with your homework. (ฉันจะช่วยคุณทำการบ้าน)

  • She will not come with us. (เธอจะไม่มากับเรา)

  • Will he be here on time? (เขาจะมาที่นี่ตรงเวลาไหม?)

  • The train will arrive at 5 p.m. (รถไฟจะมาถึงเวลา 5 โมงเย็น)

  • I think it will rain. (ฉันคิดว่าฝนจะตก)

  • She will probably get the job. (เธออาจจะได้งานนั้น)

  • They will start a new project soon. (พวกเขาจะเริ่มโครงการใหม่เร็วๆ นี้)

  • We will celebrate my birthday in June. (เราจะฉลองวันเกิดของฉันในเดือนมิถุนายน)

  • He will not forget your birthday. (เขาจะไม่ลืมวันเกิดของคุณ)

  • Will you marry me? (คุณจะแต่งงานกับฉันไหม?)

  • I will send you an email. (ฉันจะส่งอีเมลให้คุณ)

  • She will be a great leader. (เธอจะเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม)

  • We will meet at the coffee shop. (เราจะเจอกันที่ร้านกาแฟ)

  • The store will be closed tomorrow. (ร้านจะปิดพรุ่งนี้)

  • I will pay for the meal. (ฉันจะจ่ายค่าอาหารเอง)

  • The package will arrive next Monday. (พัสดุจะมาถึงวันจันทร์หน้า)

  • I will tell you the secret later. (ฉันจะบอกความลับคุณทีหลัง)

  • He will not be happy about this. (เขาจะไม่พอใจกับเรื่องนี้)

  • Will they call us? (พวกเขาจะโทรหาเราไหม?)

  • I will study harder for the next exam. (ฉันจะเรียนให้หนักขึ้นสำหรับการสอบครั้งหน้า)

  • She will probably get a promotion. (เธออาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง)

  • He will finish the report by the end of the day. (เขาจะทำรายงานเสร็จภายในสิ้นวัน)

  • I will bring my laptop to the meeting. (ฉันจะนำแล็ปท็อปของฉันไปประชุม)

  • We will travel to Thailand next summer. (เราจะเดินทางไปประเทศไทยในฤดูร้อนหน้า)


การทำความเข้าใจ Tense ทั้ง 3 รูปแบบนี้จะช่วยให้คุณสามารถสร้างประโยคที่ถูกต้องและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลองนำไปฝึกฝนและใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ!





Tenses,Present Simple,Past Simple,Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar,

Verb,Action Verbs,Stative Verbs,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,คำกริยา,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,


Adjective,คำคุณศัพท์,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,English Grammar,Quantifying Adjectives,

Adverb,คำวิเศษณ์,Adverbs of Manner,Adverbs of Time,Adverbs of Place,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ

Tenses,Present Simple,Past Simple,Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar


มาทำความเข้าใจ "คำวิเศษณ์" (Adverb): ตัวช่วยเพิ่มรายละเอียดให้ประโยคของคุณ

 บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำวิเศษณ์ 3 ประเภทหลักที่ใช้บ่อยที่สุด เพื่อให้คุณสื่อสารได้ชัดเจนขึ้นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น "อย่างไร", "เมื่อไหร่", และ "ที่ไหน"

คำวิเศษณ์ใช้ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อบอกว่าการกระทำนั้นๆ เกิดขึ้นอย่างไร เมื่อไหร่ หรือที่ไหน คำวิเศษณ์จำนวนมากจะลงท้ายด้วย -ly ตัวอย่างเช่น:

He runs quickly. (เขาวิ่ง อย่างรวดเร็ว) - ขยายคำกริยา runs

It's an extremely hot day. (วันนี้อากาศร้อน อย่างยิ่ง) - ขยายคำคุณศัพท์ hot

She speaks very well. (เธอพูดได้ดี มาก) - ขยายคำวิเศษณ์ well



หากคุณต้องการให้ประโยคภาษาอังกฤษของคุณมีรายละเอียดที่ครบถ้วนและน่าสนใจมากขึ้น คุณต้องทำความรู้จักกับ คำวิเศษณ์ (Adverb) คำวิเศษณ์คือคำที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยา (Verb), คำคุณศัพท์ (Adjective) หรือแม้แต่คำวิเศษณ์ด้วยกันเอง โดยจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำเหล่านั้นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น "อย่างไร" (how), "เมื่อไหร่" (when), หรือ "ที่ไหน" (where) วันนี้เราจะมาดูคำวิเศษณ์ 3 กลุ่มหลักที่ใช้บ่อยที่สุดกันค่ะ


1. Adverbs of Manner (คำวิเศษณ์บอกอาการ)

คำวิเศษณ์กลุ่มนี้ใช้บอกว่าการกระทำนั้นๆ เกิดขึ้น "อย่างไร" หรือมีลักษณะแบบไหน คำเหล่านี้ส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วย -ly เช่น quickly (อย่างรวดเร็ว), carefully (อย่างระมัดระวัง), happily (อย่างมีความสุข)

ตัวอย่างประโยค 

  • He drives carefully. (เขาขับรถอย่างระมัดระวัง)

  • She sings beautifully. (เธอร้องเพลงอย่างไพเราะ)

  • The children played happily in the park. (เด็กๆ เล่นอย่างมีความสุขในสวน)

  • He speaks English fluently. (เขาพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว)

  • She waited patiently for her turn. (เธอรออย่างอดทนเพื่อถึงตาของเธอ)

  • He finished the work quickly. (เขาทำงานเสร็จอย่างรวดเร็ว)

  • She writes neatly. (เธอเขียนอย่างเรียบร้อย)

  • The team worked together to finish the project. (ทีมทำงานร่วมกันเพื่อทำโครงการให้เสร็จ)

  • He explained the rule clearly. (เขาอธิบายกฎได้อย่างชัดเจน)

  • The teacher spoke softly. (คุณครูพูดอย่างนุ่มนวล)

  • He walks slowly. (เขาเดินอย่างช้าๆ)

  • The dog barked loudly. (หมาเห่าเสียงดัง)

  • She laughed heartily. (เธอหัวเราะอย่างจริงใจ)

  • The door opened suddenly. (ประตูเปิดออกอย่างกะทันหัน)

  • He answered the question correctly. (เขาตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง)

  • The sun shone brightly. (ดวงอาทิตย์ส่องแสงอย่างเจิดจ้า)

  • They moved quietly through the house. (พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ ผ่านบ้าน)

  • She accepted the gift gratefully. (เธอน้อมรับของขวัญอย่างขอบคุณ)

  • He responded politely to the question. (เขาตอบคำถามอย่างสุภาพ)

  • The snow fell gently. (หิมะตกอย่างนุ่มนวล)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: How did you pass the exam?
    B: I studied diligently for a month.

  • A: Why are you talking so softly?
    B: I'm trying not to wake the baby, who is sleeping soundly.

  • A: How did he drive in the storm?
    B: He drove carefully and slowly.

  • A: Can you please speak more clearly?
    B: Of course, I'll try to articulate my words more distinctly.

  • A: How does she paint so well?
    B: She practices regularly and patiently.

  • A: How did you find the lost key?
    B: I looked for it everywhere, and I finally found it underneath the couch.

  • A: How is your grandpa doing?
    B: He is doing well. He walks slowly, but surely.

  • A: How did he react to the news?
    B: He took the news calmly and quietly.

  • A: Why did she get the job?
    B: She answered all the questions confidently during the interview.

  • A: How do you feel?
    B: I feel great. I slept wonderfully last night.


2. Adverbs of Time (คำวิเศษณ์บอกเวลา)

คำวิเศษณ์กลุ่มนี้ใช้บอกว่าการกระทำเกิดขึ้น "เมื่อไหร่" เช่น today (วันนี้), yesterday (เมื่อวาน), now (ตอนนี้), later (ทีหลัง), soon (เร็วๆ นี้)

ตัวอย่างประโยค 

  • I will finish my homework later. (ฉันจะทำการบ้านเสร็จทีหลัง)

  • She went to the gym yesterday. (เธอไปยิมเมื่อวานนี้)

  • We are going to the cinema tonight. (เราจะไปดูหนังคืนนี้)

  • I have to leave now. (ฉันต้องไปแล้วตอนนี้)

  • He will arrive soon. (เขาจะมาถึงเร็วๆ นี้)

  • They went home early. (พวกเขากลับบ้านเร็ว)

  • The report is due today. (รายงานต้องส่งวันนี้)

  • I haven't seen her lately. (ฉันไม่เจอเธอเลยช่วงนี้)

  • He called me last night. (เขาโทรหาฉันเมื่อคืนที่แล้ว)

  • The train arrived late. (รถไฟมาถึงช้า)

  • We need to start the meeting immediately. (เราต้องเริ่มการประชุมเดี๋ยวนี้)

  • I've heard that song before. (ฉันเคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อน)

  • They will be here in a minute. (พวกเขาจะมาถึงในไม่ช้า)

  • The movie started just now. (หนังเพิ่งเริ่มเดี๋ยวนี้)

  • He has been studying since morning. (เขาเรียนตั้งแต่เช้า)

  • I saw him earlier today. (ฉันเห็นเขาเมื่อช่วงต้นวันนี้)

  • I will see you tomorrow. (ฉันจะเจอคุณพรุ่งนี้)

  • The parcel arrived a few days ago. (พัสดุมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน)

  • We will finish the project next week. (เราจะทำโครงการเสร็จสัปดาห์หน้า)

  • I will call you back in a few seconds. (ฉันจะโทรกลับในอีกไม่กี่วินาที)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: When did you get here?
    B: I arrived yesterday.

  • A: Are you going to the party tonight?
    B: Yes, I will see you there.

  • A: When will he call me?
    B: He will call you later this afternoon.

  • A: Have you seen this movie before?
    B: Yes, I saw it a couple of years ago.

  • A: When do you have to leave?
    B: I have to leave now or I'll be late.

  • A: When will you finish your work?
    B: I will finish it soon, maybe in an hour.

  • A: Have you heard from her lately?
    B: No, I haven't heard from her for a long time.

  • A: Can you come to my office?
    B: Yes, I will be there in a moment.

  • A: When did they move to their new house?
    B: They moved in last month.

  • A: What did you do today?
    B: I went shopping and then went to the cinema.


3. Adverbs of Place (คำวิเศษณ์บอกสถานที่)

คำวิเศษณ์กลุ่มนี้ใช้บอกว่าการกระทำเกิดขึ้น "ที่ไหน" เช่น here (ที่นี่), there (ที่นั่น), outside (ข้างนอก), inside (ข้างใน), everywhere (ทุกที่)

ตัวอย่างประโยค 

  • Please come here. (กรุณามาที่นี่)

  • He is waiting for you outside. (เขากำลังรอคุณอยู่ข้างนอก)

  • The children are playing upstairs. (เด็กๆ กำลังเล่นอยู่ชั้นบน)

  • She lives there, in that house. (เธออาศัยอยู่ที่นั่น ในบ้านหลังนั้น)

  • I looked for my keys everywhere. (ฉันมองหากุญแจทุกที่)

  • The cat is sleeping underneath the table. (แมวกำลังนอนอยู่ใต้โต๊ะ)

  • We walked downstairs to the kitchen. (เราเดินลงบันไดไปที่ห้องครัว)

  • He's traveling abroad. (เขากำลังเดินทางไปต่างประเทศ)

  • She looked around the room. (เธอมองไปรอบๆ ห้อง)

  • The teacher stood in front of the class. (คุณครูยืนอยู่หน้าชั้นเรียน)

  • The ball rolled away. (ลูกบอลกลิ้งออกไป)

  • I found a book inside the box. (ฉันเจอหนังสือเล่มหนึ่งข้างในกล่อง)

  • They are building a new house nearby. (พวกเขากำลังสร้างบ้านใหม่ในบริเวณใกล้เคียง)

  • The sign says "Do not enter here." (ป้ายบอกว่า "ห้ามเข้าที่นี่")

  • The sun is shining above us. (ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่เหนือพวกเรา)

  • The cat ran outside. (แมววิ่งออกไปข้างนอก)

  • The restaurant is down the street. (ร้านอาหารอยู่สุดถนน)

  • I saw him standing at the corner. (ฉันเห็นเขายืนอยู่ที่มุมถนน)

  • The balloons floated upwards. (ลูกโป่งลอยขึ้นไปด้านบน)

  • They are heading north. (พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือ)

ตัวอย่างบทสนทนา

  • A: Where is your sister?
    B: She is upstairs in her room.

  • A: Can you see the post office from here?
    B: No, you can't. It's too far away.

  • A: Where should I put this box?
    B: Just leave it over there.

  • A: Did you find your phone?
    B: Yes, I found it underneath the bed.

  • A: Where do you live?
    B: I live nearby.

  • A: Are you going outside?
    B: Yes, I need some fresh air.

  • A: Where are they?
    B: They are traveling abroad this month.

  • A: Where did the dog go?
    B: It ran away.

  • A: Can you come here for a second?
    B: Sure, I'm coming downstairs now.

  • A: Where is the book I gave you?
    B: It's inside my bag.


การทำความเข้าใจและใช้คำวิเศษณ์ทั้งสามประเภทนี้อย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารได้อย่างละเอียดและชัดเจนมากขึ้น ลองนำไปฝึกใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

มาทำความรู้จัก "คำคุณศัพท์" (Adjective) ในภาษาอังกฤษกันเถอะ!

 เรียนรู้คำคุณศัพท์ 2 ประเภทหลักที่ใช้บ่อยที่สุด เพื่อบรรยายลักษณะและบอกปริมาณสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ

หากคุณต้องการบรรยายสิ่งต่าง ๆ ให้ชัดเจนและน่าสนใจขึ้น คุณต้องรู้จักกับ คำคุณศัพท์ (Adjective)

คำคุณศัพท์ใช้ขยายคำนาม เพื่ออธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติของคำนามนั้นๆ ส่วนใหญ่จะวางอยู่หน้าคำนามที่มันขยาย ตัวอย่างเช่น:

  • a beautiful flower (ดอกไม้ที่ สวยงาม)

  • a tall building (ตึกที่ สูง)

  • an interesting book (หนังสือที่ น่าสนใจ)

คำคุณศัพท์คือคำที่ใช้ขยายคำนาม (Noun) หรือคำสรรพนาม (Pronoun) ทำให้เรารู้ว่าสิ่งนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร เช่น สวย, สูง, เก่า, ใหญ่ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคำคุณศัพท์ออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ 2 กลุ่มดังนี้ค่ะ




1. คำคุณศัพท์ที่บอกคุณสมบัติทั่วไป (Descriptive Adjectives)

คำคุณศัพท์กลุ่มนี้ใช้บอกลักษณะภายนอกหรือคุณสมบัติทั่วไปของสิ่งของ, คน หรือสัตว์ที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เช่น สวย, สูง, เล็ก, ใหม่, เก่า, มีความสุข, เศร้า, ฉลาด

ตัวอย่างประโยค 

  • She has a beautiful voice. (เธอมีเสียงที่ไพเราะ)

  • The man is tall and thin. (ผู้ชายคนนั้นสูงและผอม)

  • We live in a big house. (เราอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่)

  • I bought a new car last week. (ฉันซื้อรถคันใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He is a smart student. (เขาเป็นนักเรียนที่ฉลาด)

  • The weather is cold today. (วันนี้อากาศหนาว)

  • She feels happy to see her friends. (เธอรู้สึกมีความสุขที่ได้เจอเพื่อนๆ)

  • I found an old book in the library. (ฉันเจอหนังสือเก่าในห้องสมุด)

  • He is a very kind person. (เขาเป็นคนที่มีน้ำใจมาก)

  • The water is hot. (น้ำร้อน)

  • The movie was very interesting. (หนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก)

  • That dog is so cute. (หมาตัวนั้นน่ารักมาก)

  • She wore a red dress to the party. (เธอสวมชุดเดรสสีแดงไปงานปาร์ตี้)

  • The food was delicious. (อาหารอร่อย)

  • He is a brave soldier. (เขาเป็นทหารที่กล้าหาญ)

  • The road is very long. (ถนนยาวมาก)

  • I'm feeling tired today. (วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อย)

  • The exam was difficult. (ข้อสอบยาก)

  • This is a clean room. (นี่คือห้องที่สะอาด)

  • He has a loud voice. (เขามีเสียงที่ดัง)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: Do you like this new phone?
    B: Yes, it's great. The screen is so bright.

  • A: How was your trip?
    B: It was fantastic! We visited some beautiful places.

  • A: This room is a bit small, isn't it?
    B: Yes, it is. We need a bigger one.

  • A: Why are you so quiet?
    B: I'm just feeling a bit tired.

  • A: How was the movie you watched?
    B: It was boring. I fell asleep in the middle of it.

  • A: Your dog is so cute! What's his name?
    B: Thank you. His name is Buddy.

  • A: Is the water warm enough to swim?
    B: Yes, it’s perfect. Not too cold.

  • A: He's a very smart boy.
    B: Yes, he is. He gets high scores on all his tests.

  • A: The food here is delicious.
    B: I know, the chef is so talented.

  • A: Is the exam difficult?
    B: Yes, it's quite difficult. You need to study hard.


2. คำคุณศัพท์ที่บอกปริมาณ (Quantifying Adjectives)

คำคุณศัพท์กลุ่มนี้ใช้บอกจำนวนหรือปริมาณของคำนาม ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของสิ่งนั้น ๆ ชัดเจนขึ้น มักจะใช้กับคำนามพหูพจน์หรือคำนามนับไม่ได้ เช่น many (หลาย), few (น้อย), some (บางส่วน), much (มาก), little (น้อย), several (หลาย)

ตัวอย่างประโยค 

  • I have many friends. (ฉันมีเพื่อนหลายคน)

  • There are few apples left in the basket. (มีแอปเปิ้ลเหลือน้อยในตะกร้า)

  • She needs some help with her homework. (เธอต้องการความช่วยเหลือบางส่วนในการทำการบ้าน)

  • There is much work to do. (มีงานมากมายที่ต้องทำ)

  • I have little money left. (ฉันมีเงินเหลือน้อย)

  • He has several books on this topic. (เขามีหนังสือหลายเล่มในหัวข้อนี้)

  • They bought a lot of furniture for their new house. (พวกเขาซื้อเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากสำหรับบ้านใหม่)

  • There is plenty of time to finish the project. (มีเวลาเหลือเฟือที่จะทำโครงการให้เสร็จ)

  • She gave me a little advice. (เธอให้คำแนะนำกับฉันเล็กน้อย)

  • I've been to many countries. (ฉันไปมาหลายประเทศแล้ว)

  • He doesn't have any pets. (เขาไม่มีสัตว์เลี้ยงเลย)

  • There are no students in the classroom. (ไม่มีนักเรียนในห้องเรียนเลย)

  • We have enough food for everyone. (เรามีอาหารพอสำหรับทุกคน)

  • They found a few mistakes in the report. (พวกเขาพบข้อผิดพลาดสองสามอย่างในรายงาน)

  • I drink a little coffee every morning. (ฉันดื่มกาแฟเล็กน้อยทุกเช้า)

  • There are several ways to solve this problem. (มีหลายวิธีในการแก้ปัญหานี้)

  • I have too much work to do today. (วันนี้ฉันมีงานต้องทำมากเกินไป)

  • She spent a lot of money on clothes. (เธอใช้เงินจำนวนมากไปกับเสื้อผ้า)

  • They have a few days off next month. (พวกเขามีวันหยุดสองสามวันในเดือนหน้า)

  • I need more information about this. (ฉันต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: Do you have any milk left?
    B: Yes, there's a little left in the fridge.

  • A: How many students are in the class?
    B: There are 30 students.

  • A: Is there much traffic today?
    B: No, there isn't much traffic. The road is quite clear.

  • A: Do you have enough money to buy this?
    B: I think so. I have a little extra just in case.

  • A: Are there many people at the party?
    B: No, there are only a few people.

  • A: How much time do we have?
    B: We have plenty of time. Don't rush.

  • A: Did you find any good books at the store?
    B: Yes, I bought several great ones.

  • A: I need some help with this project.
    B: I can give you a little help. I'm busy, but I have some free time.

  • A: How much sugar do you want in your coffee?
    B: Just a little, please.

  • A: Do you have many pairs of shoes?
    B: Yes, I have too many shoes.



การทำความเข้าใจคำคุณศัพท์ทั้งสองประเภทนี้จะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารได้อย่างละเอียดและชัดเจนมากขึ้น ลองนำไปฝึกใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ







Tenses,Present Simple,Past Simple,Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar,

Verb,Action Verbs,Stative Verbs,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,คำกริยา,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,


Adjective,คำคุณศัพท์,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,English Grammar,Quantifying Adjectives,

มาเข้าใจ "คำกริยา" (Verb) ในภาษาอังกฤษ: Action vs. Stative Verbs

 เรียนรู้คำกริยา 2 ประเภทหลักที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ พร้อมตัวอย่างประโยคและบทสนทนาที่จะช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ!

คำกริยา หรือ Verb เป็นหัวใจสำคัญของทุกประโยคในภาษาอังกฤษ เพราะเป็นคำที่แสดงการกระทำหรือสภาวะของประธานในประโยคนั้นๆ หากไม่มีคำกริยา ประโยคก็จะขาดความหมายไปทันที วันนี้เราจะมาเจาะลึกคำกริยา 2 ประเภทหลักที่ควรรู้จักไว้ นั่นคือ Action Verbs และ Stative Verbs

คำกริยาแสดงการกระทำหรือสถานะของประธานในประโยค ตัวอย่างเช่น:

  • การกระทำ: run, eat, play, study (วิ่ง, กิน, เล่น, เรียน)

  • สถานะ: is, am, are, was, were (เป็น, อยู่, คือ)


1. Action Verbs (คำกริยาแสดงการกระทำ)

Action Verbs คือคำกริยาที่แสดงการกระทำที่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ เช่น การเคลื่อนไหว, การกระทำที่ต้องใช้แรงกาย หรือการกระทำที่แสดงออกมาชัดเจน

ตัวอย่างประโยค 

  • She runs every morning. (เธอวิ่งทุกเช้า)

  • He eats an apple for a snack. (เขากินแอปเปิ้ลเป็นอาหารว่าง)

  • They play soccer on the weekend. (พวกเขาเล่นฟุตบอลในวันหยุดสุดสัปดาห์)

  • I read a book before bed. (ฉันอ่านหนังสือก่อนนอน)

  • We drink water after exercise. (เราดื่มน้ำหลังออกกำลังกาย)

  • The dog barks loudly. (สุนัขเห่าเสียงดัง)

  • The baby cries all night. (เด็กร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He drives a red car. (เขาขับรถสีแดง)

  • She sings beautifully. (เธอร้องเพลงเพราะ)

  • I write a letter to my friend. (ฉันเขียนจดหมายถึงเพื่อน)

  • They swim in the pool. (พวกเขาว่ายน้ำในสระ)

  • The chef cooks a delicious meal. (พ่อครัวทำอาหารอร่อย)

  • I walk to school every day. (ฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)

  • He listens to music while he works. (เขาฟังเพลงขณะทำงาน)

  • She draws a picture of a flower. (เธอวาดภาพดอกไม้)

  • The birds fly in the sky. (นกบินอยู่ในท้องฟ้า)

  • I study English every evening. (ฉันเรียนภาษาอังกฤษทุกเย็น)

  • They build a new house. (พวกเขาสร้างบ้านใหม่)

  • We watch a movie on Friday night. (เราดูหนังในคืนวันศุกร์)

  • He cleans his room every day. (เขาทำความสะอาดห้องทุกวัน)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: What are you doing?
    B: I'm reading a novel. It's really good.

  • A: Where did you go on your last holiday?
    B: We visited Paris and London.

  • A: Do you play any sports?
    B: Yes, I play basketball and tennis.

  • A: What did you eat for lunch?
    B: I ate a sandwich and a salad.

  • A: Do you like to cook?
    B: Yes, I love to cook for my family.

  • A: Will you help me move this table?
    B: Sure, I will help you.

  • A: Why is the dog barking?
    B: It's barking because someone is at the door.

  • A: Where do you work?
    B: I work at a school.

  • A: Did you finish your homework?
    B: Yes, I finished it an hour ago.

  • A: What are you writing?
    B: I'm writing an email to my boss.


2. Stative Verbs (คำกริยาแสดงสถานะ)

Stative Verbs คือคำกริยาที่แสดงสภาวะ, ความรู้สึก, ความคิด, การรับรู้, ความเป็นเจ้าของ หรือคุณสมบัติ ไม่ใช่การกระทำที่เคลื่อนไหว ดังนั้นจึงมักจะไม่ใช้ในรูปของ Continuous Tense (V-ing)

ตัวอย่างประโยค 

  • I am happy today. (วันนี้ฉันมีความสุข)

  • She has a new car. (เธอมีรถคันใหม่)

  • He knows the answer. (เขารู้คำตอบ)

  • They like ice cream. (พวกเขาชอบไอศกรีม)

  • We need to buy some food. (เราจำเป็นต้องซื้ออาหาร)

  • The soup tastes delicious. (ซุปมีรสชาติอร่อย)

  • This house looks old. (บ้านหลังนี้ดูเก่า)

  • She loves her family. (เธอรักครอบครัวของเธอ)

  • I understand the lesson. (ฉันเข้าใจบทเรียน)

  • The box contains old photos. (กล่องนี้บรรจุรูปภาพเก่าๆ)

  • He believes in ghosts. (เขาเชื่อในเรื่องผี)

  • The cat seems friendly. (แมวตัวนี้ดูเป็นมิตร)

  • I feel sick today. (ฉันรู้สึกป่วยวันนี้)

  • She wants to travel the world. (เธอต้องการเดินทางรอบโลก)

  • He remembers our first meeting. (เขาจำการพบกันครั้งแรกของเราได้)

  • This plan sounds great. (แผนนี้ฟังดูดีมาก)

  • I prefer tea over coffee. (ฉันชอบชามากกว่ากาแฟ)

  • The book belongs to her. (หนังสือเล่มนี้เป็นของเธอ)

  • We have a big family. (เรามีครอบครัวใหญ่)

  • He disagrees with your opinion. (เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณ)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: Do you understand me?
    B: Yes, I understand perfectly.

  • A: Do you have any money?
    B: Yes, I have some money in my wallet.

  • A: Does he know the way?
    B: I think so. He knows this area well.

  • A: Do you like my new dress?
    B: Yes, I love it! It looks beautiful on you.

  • A: How do you feel?
    B: I feel much better now, thank you.

  • A: Does this box belong to you?
    B: No, it doesn't belong to me.

  • A: What do you want for dinner?
    B: I want a pizza.

  • A: Does she seem tired?
    B: Yes, she seems very tired.

  • A: Do you believe in luck?
    B: Yes, I believe in luck.

  • A: Does this soup taste good?
    B: Yes, it tastes amazing! It needs a little more salt, though.



การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Action Verbs และ Stative Verbs จะช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้คำกริยาได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้นในทุกการสื่อสาร ลองนำไปฝึกใช้ดูนะคะ







Tenses,Present Simple,Past Simple,Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar,

Verb,Action Verbs,Stative Verbs,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,คำกริยา,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,


มาทำความเข้าใจ 3 Tenses พื้นฐาน: Simple Present, Simple Past, Simple Future

 คลายข้อสงสัยเรื่อง Tense! บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 3 Tenses หลักที่ใช้บ่อยที่สุด พร้อมตัวอย่างประโยคและบทสนทนาที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน


Tenses หรือ "กาล" เป็นหัวใจสำคัญของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะช่วยให้เราสื่อสารได้ชัดเจนว่าเหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ซึ่ง Tenses ที่ใช้บ่อยที่สุดและเป็นพื้นฐานที่คุณต้องรู้ มีอยู่ 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ Simple Present Tense, Simple Past Tense และ Simple Future Tense

เรามาทำความเข้าใจแต่ละ Tense ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. Simple Present Tense (ปัจจุบันกาล)

ใช้สำหรับพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นความจริง, กิจวัตรประจำวัน, นิสัย, หรือตารางเวลาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ตัวอย่างประโยค 

  • She goes to the gym every day. (เธอไปยิมทุกวัน)

  • He works as a doctor. (เขาทำงานเป็นหมอ)

  • The sun rises in the east. (ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก)

  • I drink coffee in the morning. (ฉันดื่มกาแฟตอนเช้า)

  • They play football on weekends. (พวกเขาเล่นฟุตบอลในวันหยุดสุดสัปดาห์)

  • We live in a big city. (เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่)

  • Cats like to sleep. (แมวชอบนอน)

  • My brother speaks three languages. (พี่ชายของฉันพูดได้สามภาษา)

  • Water boils at 100 degrees Celsius. (น้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส)

  • The train leaves at 9 a.m. (รถไฟออกเวลา 9 โมงเช้า)

  • He teaches English at the university. (เขาสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย)

  • She takes the bus to work. (เธอขึ้นรถบัสไปทำงาน)

  • It rains a lot in July. (ฝนตกบ่อยในเดือนกรกฎาคม)

  • The store opens at 10 a.m. (ร้านเปิดเวลา 10 โมงเช้า)

  • I have a new car. (ฉันมีรถคันใหม่)

  • The earth revolves around the sun. (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)

  • She doesn't like chocolate. (เธอไม่ชอบช็อกโกแลต)

  • Do you know him? (คุณรู้จักเขาไหม?)

  • He studies hard for his exams. (เขาเรียนอย่างหนักเพื่อการสอบ)

  • They always come late. (พวกเขามาสายเสมอ)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: What do you do?
    B: I am a student. I study at a university.

  • A: Do you like reading?
    B: Yes, I love reading. I read a book every night.

  • A: Does he speak French?
    B: No, he doesn't speak French. He speaks Spanish.

  • A: What time does the store open?
    B: The store opens at 9 a.m.

  • A: Do they go to the cinema often?
    B: No, they don't go often. They prefer watching movies at home.

  • A: Does it rain much in winter?
    B: No, it doesn't rain much. It snows instead.

  • A: Where do you live? B: I live in Bangkok.

  • A: Does she play the guitar?
    B: Yes, she plays the guitar very well.

  • A: What do you usually eat for breakfast?
    B: I usually eat eggs and toast.

  • A: Does he work on weekends?
    B: No, he doesn't work on weekends. He rests.


2. Simple Past Tense (อดีตกาล)

ใช้สำหรับพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต มักจะมีคำบอกเวลาที่ชัดเจน เช่น yesterday, last week, 2 years ago

ตัวอย่างประโยค 

  • I went to the cinema yesterday. (ฉันไปดูหนังเมื่อวานนี้)

  • She ate a big meal last night. (เธอกินอาหารมื้อใหญ่เมื่อคืนนี้)

  • He played tennis with his friend. (เขาเล่นเทนนิสกับเพื่อนของเขา)

  • They studied for the exam. (พวกเขาเรียนเพื่อสอบ)

  • We visited our grandparents last month. (เราไปเยี่ยมปู่ย่าตายายเมื่อเดือนที่แล้ว)

  • The sun shone brightly yesterday. (เมื่อวานนี้ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า)

  • She didn't come to the party. (เธอไม่ได้มาที่งานปาร์ตี้)

  • Did you finish your homework? (คุณทำการบ้านเสร็จหรือยัง?)

  • I bought a new phone last week. (ฉันซื้อโทรศัพท์ใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • The car stopped at the red light. (รถหยุดที่ไฟแดง)

  • He lost his keys this morning. (เขาทําลูกกุญแจหายเมื่อเช้านี้)

  • They saw a beautiful bird in the park. (พวกเขาเห็นนกที่สวยงามในสวน)

  • I ran a marathon last year. (ฉันวิ่งมาราธอนเมื่อปีที่แล้ว)

  • She read a good book. (เธออ่านหนังสือที่ดี)

  • We swam in the ocean. (เราว่ายน้ำในมหาสมุทร)

  • He gave me a birthday present. (เขาให้ของขวัญวันเกิดกับฉัน)

  • I felt sick yesterday. (ฉันรู้สึกไม่สบายเมื่อวานนี้)

  • The concert started at 8 p.m. (คอนเสิร์ตเริ่มเวลา 2 ทุ่ม)

  • She wrote a letter to her friend. (เธอเขียนจดหมายถึงเพื่อนของเธอ)

  • They had a great time at the beach. (พวกเขามีช่วงเวลาที่ดีที่ชายหาด)

ตัวอย่างบทสนทนา

  • A: Did you go to the cinema last night?
    B: No, I didn't. I stayed home and watched a movie on TV.

  • A: What did you eat for dinner?
    B: I ate spaghetti. It was delicious.

  • A: Did he call you?
    B: No, he didn't. He sent me a text message instead.

  • A: Where did you go on your holiday?
    B: We went to Japan. It was a wonderful trip.

  • A: Did you like the movie?
    B: Yes, I loved it. The acting was great.

  • A: Did you see John at the party?
    B: No, I didn't. He left early.

  • A: How did you learn English?
    B: I took a class at school.

  • A: Did it rain yesterday?
    B: Yes, it rained all morning.

  • A: What did you do last weekend?
    B: I cleaned my house and visited my parents.

  • A: Did you have a good time?
    B: Yes, I had a fantastic time.


3. Simple Future Tense (อนาคตกาล)

ใช้สำหรับพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มักใช้โครงสร้าง will + verb (กริยาช่อง 1)

ตัวอย่างประโยค 

  • I will go to the party tomorrow. (ฉันจะไปงานปาร์ตี้พรุ่งนี้)

  • She will call you later. (เธอจะโทรหาคุณทีหลัง)

  • He will buy a new car next year. (เขาจะซื้อรถใหม่ปีหน้า)

  • They will visit us this weekend. (พวกเขาจะมาเยี่ยมเราสุดสัปดาห์นี้)

  • We will eat dinner at a restaurant. (เราจะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหาร)

  • It will be a beautiful day. (มันจะเป็นวันที่สวยงาม)

  • I will help you with your homework. (ฉันจะช่วยคุณทำการบ้าน)

  • She will not come with us. (เธอจะไม่มากับเรา)

  • Will he be here on time? (เขาจะมาที่นี่ตรงเวลาไหม?)

  • The train will arrive at 5 p.m. (รถไฟจะมาถึงเวลา 5 โมงเย็น)

  • I think it will rain. (ฉันคิดว่าฝนจะตก)

  • She will probably get the job. (เธออาจจะได้งานนั้น)

  • They will start a new project soon. (พวกเขาจะเริ่มโครงการใหม่เร็วๆ นี้)

  • We will celebrate my birthday in June. (เราจะฉลองวันเกิดของฉันในเดือนมิถุนายน)

  • He will not forget your birthday. (เขาจะไม่ลืมวันเกิดของคุณ)

  • Will you marry me? (คุณจะแต่งงานกับฉันไหม?)

  • I will send you an email. (ฉันจะส่งอีเมลให้คุณ)

  • She will be a great leader. (เธอจะเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม)

  • We will meet at the coffee shop. (เราจะเจอกันที่ร้านกาแฟ)

  • The store will be closed tomorrow. (ร้านจะปิดพรุ่งนี้)

ตัวอย่างบทสนทนา 

  • A: What will you do tomorrow?
    B: I will go to the beach with my family.

  • A: Will it rain today?
    B: I don't know, but the sky looks dark, so maybe it will.

  • A: When will you be ready?
    B: I will be ready in 10 minutes.

  • A: Will you help me with this box?
     B: Of course, I will help you.

  • A: Will she join us for dinner?
    B: No, she will not. She has other plans.

  • A: Will they finish the project on time?
    B: I hope so. They will work extra hard.

  • A: When will the movie start?
    B: The movie will start at 7 p.m.

  • A: Will you go to the concert?
    B: Yes, I will go if I can get tickets.

  • A: Will he call me back?
    B: Yes, he will call you back as soon as he can.

  • A: Will you be home tonight?
    B: Yes, I will be home. Call me if you need anything.

การฝึกใช้ Tenses ทั้งสามนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลองนำไปฝึกใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ






Tenses, Present Simple, Past Simple, Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar,

มาทำความรู้จัก "คำนาม" (Noun) ในภาษาอังกฤษกันเถอะ!

 เรียนรู้พื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษง่าย ๆ กับ Parts of Speech ตอนที่ 1: คำนาม (Noun) พร้อมตัวอย่างประโยคและบทสนทนาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

หากคุณกำลังเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาอังกฤษ หรืออยากทบทวนไวยากรณ์ให้แน่นขึ้น "Parts of Speech" หรือ ชนิดของคำ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่คุณต้องรู้ เพราะคำทุกคำในประโยคภาษาอังกฤษล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง และในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึก Parts of Speech ชนิดแรกที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ Noun (คำนาม)

Noun (คำนาม) คืออะไร?

คำนาม คือคำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือแม้กระทั่งแนวคิดและอารมณ์ต่าง ๆ สรุปง่าย ๆ ก็คือ คำที่ใช้เรียกทุกอย่างที่สามารถจับต้องได้และนามธรรมนั่นเอง

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างการใช้คำนามในประโยคกันดีกว่าค่ะ



Noun (คำนาม)

คำนามใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือแนวคิดต่างๆ ตัวอย่างเช่น:

  • คน: teacher, student, John

  • สัตว์: dog, cat, elephant

  • สิ่งของ: book, table, car

  • สถานที่: school, Thailand, home

  • แนวคิด: love, happiness, freedom


ตัวอย่างประโยคที่ใช้คำนาม 

  • Students are studying in the classroom. (นักเรียนกำลังเรียนในห้องเรียน)

  • The cat is sleeping on the chair. (แมวกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้)

  • John went to the supermarket to buy some fruit. (จอห์นไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อผลไม้)

  • My mother loves to read a book. (แม่ของฉันชอบอ่านหนังสือ)

  • The Eiffel Tower is in Paris. (หอไอเฟลอยู่ในปารีส)

  • Happiness is a state of mind. (ความสุขคือสภาวะของจิตใจ)

  • The car is parked in the garage. (รถจอดอยู่ในโรงรถ)

  • I need to buy a new phone. (ฉันต้องการซื้อโทรศัพท์ใหม่)

  • The dog is playing with a ball. (สุนัขกำลังเล่นกับลูกบอล)

  • The teacher gave a good lesson. (ครูให้บทเรียนที่ดี)

  • The children are at the playground. (เด็กๆ อยู่ที่สนามเด็กเล่น)

  • I saw a cute rabbit in the garden. (ฉันเห็นกระต่ายน่ารักในสวน)

  • Her dream is to travel the world. (ความฝันของเธอคือการเดินทางรอบโลก)

  • This city has a lot of history. (เมืองนี้มีประวัติศาสตร์มากมาย)

  • He ate a whole pizza by himself. (เขากินพิซซ่าทั้งถาดคนเดียว)

  • The ocean is a very big body of water. (มหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่มาก)

  • The doctor is helping the patient. (หมอกำลังช่วยผู้ป่วย)

  • My favorite food is sushi. (อาหารโปรดของฉันคือซูชิ)

  • We went to the beach on our holiday. (เราไปชายหาดในวันหยุดของเรา)

  • The money is in the wallet. (เงินอยู่ในกระเป๋าสตางค์)

ตัวอย่างบทสนทนาที่ใช้คำนาม 

การใช้คำนามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประโยคเดี่ยว ๆ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของบทสนทนาอีกด้วย มาดูตัวอย่างกันค่ะ

  • A: Where is the book?
    B: The book is on the table.

  • A: Who is that man?
    B: That man is my neighbor, Mr. Smith.

  • A: Do you have a dog?
    B: Yes, I have a dog. Its name is Buddy.

  • A: What is your favorite city?
    B: My favorite city is Chiang Mai.

  • A: Did you go to the park yesterday?
    B: Yes, I went to the park with my sister.

  • A: Can you help me carry this box?
    B: Sure, this box is very light.

  • A: What is your job?
    B: I am a teacher at a school.

  • A: Do you like this painting?
    B: Yes, the colors are very beautiful.

  • A: Is there a hospital nearby?
    B: Yes, the hospital is just around the corner.

  • A: What is the problem?
    B: The problem is with the computer.

จะเห็นได้ว่า คำนาม (Noun) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ประโยคมีความสมบูรณ์ และเป็นพื้นฐานในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน หากคุณเข้าใจคำนามได้ดีแล้ว การเรียนรู้ Parts of Speech ชนิดอื่น ๆ ก็จะง่ายขึ้นไปอีกขั้นค่ะ






คำนามภาษาอังกฤษ,Noun,Parts of Speech,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,ชนิดของคำ,ตัวอย่างประโยคคำนาม,ฝึกภาษาอังกฤษ,แกรมม่าภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง,Noun examples, Grammar, Noun, Parts of Speech,ภาษาอังกฤษ,ไวยากรณ์

Fight fire with fire: สำนวนที่ต้องรู้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย

 สำนวน "Fight fire with fire" หมายถึง การใช้วิธีการที่แข็งกร้าวหรือรุนแรงแบบเดียวกันเพื่อตอบโต้กับปัญหาหรือคู่ต่อสู้ที่ใช้วิธีแบบเดียวกันนี้กับเรา พูดง่ายๆ คือ "สู้ด้วยวิธีเดียวกัน" หรือ "เอาคืนด้วยวิธีเดียวกับที่โดนมา" หรือ "แรงมา แรงกลับ" หรือ"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

สำนวนนี้มีรากศัพท์มาจากวิธีการดับไฟป่าในอดีต โดยการจุดไฟเผาพื้นที่เล็กๆ เพื่อสร้างแนวกันไฟไม่ให้ไฟป่าขนาดใหญ่ลามเข้ามาได้ ซึ่งต้องอาศัย "ไฟ" เพื่อสู้กับ "ไฟ"


ตัวอย่างบทสนทนา

  1. เพื่อนให้คำแนะนำเรื่องการรับมือกับคนที่ไม่เป็นมิตร

    • A: "Don't just stand there and take it. Sometimes, you have to fight fire with fire."

    • B: "You mean I should be just as rude back to him?"

    • คำแปล:

      • A: "อย่ายืนอยู่เฉยๆ แล้วยอมให้เขาทำแบบนั้น บางครั้งแกต้องเอาคืนด้วยวิธีเดียวกับที่โดนมาบ้าง"

      • B: "หมายความว่าให้ฉันหยาบคายใส่เขากลับไปเหรอ?"

  2. พูดคุยเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจ

    • A: "Our competitor is using very aggressive marketing tactics."

    • B: "Then we need to fight fire with fire. Let's launch a similar campaign with a better offer."

    • คำแปล:

      • A: "คู่แข่งของเราใช้กลยุทธ์การตลาดที่ดุดันมากเลย"

      • B: "งั้นเราก็ต้องสู้ด้วยวิธีเดียวกัน เรามาเปิดตัวแคมเปญที่คล้ายกันแต่มีข้อเสนอที่ดีกว่าเถอะ"

  3. เพื่อนกำลังวางแผนจะแก้แค้น

    • A: "He tried to sabotage my project, so I'm going to fight fire with fire."

    • B: "Are you sure that's a good idea? It could make things worse."

    • คำแปล:

      • A: "เขาพยายามจะทำลายโปรเจกต์ของฉัน งั้นฉันจะเอาคืนด้วยวิธีเดียวกัน"

      • B: "แน่ใจเหรอว่านั่นเป็นความคิดที่ดี? มันอาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงนะ"

  4. เพื่อนร่วมทีมกำลังถกเถียงกันเรื่องกลยุทธ์การแข่งขัน

    • A: "They’re playing dirty in this game. I think we should fight fire with fire."

    • B: "I disagree. Let's stick to our principles and play fair."

    • คำแปล:

      • A: "พวกเขาเล่นไม่ซื่อในเกมนี้เลยนะ ฉันคิดว่าเราควรสู้ด้วยวิธีเดียวกัน"

      • B: "ฉันไม่เห็นด้วย เรายึดมั่นในหลักการของเราและเล่นอย่างยุติธรรมดีกว่า"

  5. นักการเมืองพูดถึงนโยบายต่างประเทศ

    • A: "They have been aggressive towards our country for too long."

    • B: "It's time for our government to fight fire with fire and take a strong stance."

    • คำแปล:

      • A: "พวกเขาแสดงท่าทีที่ก้าวร้าวต่อประเทศของเรามานานเกินไปแล้ว"

      • B: "ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าวและแสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง"

  6. คำแนะนำจากพี่ชายเรื่องการปกป้องตัวเอง

    • A: "My boss is constantly criticizing me unfairly."

    • B: "You need to stand up for yourself. You have to learn to fight fire with fire."

    • คำแปล:

      • A: "หัวหน้าฉันเอาแต่ตำหนิฉันอย่างไม่เป็นธรรมตลอดเลย"

      • B: "แกต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง แกต้องหัดเอาคืนด้วยวิธีเดียวกับที่โดนมาบ้าง"

  7. พูดถึงการรับมือกับคู่แข่งในตลาด

    • A: "They are cutting their prices to an unbelievable low."

    • B: "Then we will fight fire with fire and offer an even lower price for a limited time."

    • คำแปล:

      • A: "พวกเขาหั่นราคาลงไปจนต่ำเหลือเชื่อเลย"

      • B: "ถ้าอย่างนั้นเราก็จะสู้ด้วยวิธีเดียวกัน แล้วเสนอราคาที่ต่ำกว่าไปอีกในช่วงเวลาจำกัด"

  8. ผู้จัดการให้คำแนะนำแก่พนักงาน

    • A: "How should I handle a very difficult client?"

    • B: "Don't let them intimidate you. Be firm. Sometimes, you have to fight fire with fire."

    • คำแปล:

      • A: "ฉันควรจะจัดการกับลูกค้ารายที่จุกจิกมากยังไงดี?"

      • B: "อย่าปล่อยให้พวกเขาข่มคุณได้นะ ทำตัวให้หนักแน่นเข้าไว้ บางครั้งเราก็ต้องใช้ความแข็งกร้าวเข้าสู้"

  9. คุยกับเพื่อนเรื่องการตอบโต้คอมเมนต์ที่ไม่ดีในโซเชียลมีเดีย

    • A: "Someone left a really mean comment on my post."

    • B: "Don't stoop to their level. Don't fight fire with fire."

    • คำแปล:

      • A: "มีคนมาคอมเมนต์แย่ๆ ในโพสต์ของฉัน"

      • B: "อย่าลดตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาเลย อย่าเอาคืนด้วยวิธีเดียวกัน"

  10. เพื่อนให้คำแนะนำเรื่องการรับมือกับเพื่อนบ้านที่มีเสียงดัง

    • A: "My neighbors are playing loud music again."

    • B: "Have you tried talking to them? Or should we fight fire with fire and play loud music too?"

    • คำแปล:

      • A: "เพื่อนบ้านฉันเปิดเพลงเสียงดังอีกแล้ว"

      • B: "ลองไปคุยกับพวกเขาดูหรือยัง? หรือเราควรจะสู้ด้วยวิธีเดียวกันแล้วเปิดเพลงเสียงดังแข่งไปเลยดี?"

  11. พูดคุยเรื่องกลยุทธ์การเจรจา

    • A: "Their demands are outrageous. We can't agree to this."

    • B: "Okay, let's fight fire with fire and present our own outrageous demands."

    • คำแปล:

      • A: "ข้อเรียกร้องของพวกเขามันเกินไปมาก เรายอมรับไม่ได้"

      • B: "ได้ งั้นเราจะสู้ด้วยวิธีเดียวกันแล้วยื่นข้อเรียกร้องที่เกินไปของเราบ้าง"

  12. คนในครอบครัวให้คำแนะนำเรื่องการรับมือกับนักต้มตุ๋น

    • A: "He tried to scam me, but I didn't fall for it."

    • B: "Good. Don't fight fire with fire. Just report him to the police."

    • คำแปล:

      • A: "เขาพยายามจะหลอกลวงฉัน แต่ฉันไม่หลงกลหรอก"

      • B: "ดีแล้ว อย่าเอาคืนด้วยวิธีเดียวกันเลย แค่ไปแจ้งตำรวจก็พอ"

  13. เพื่อนร่วมงานกำลังคุยกันเรื่องนโยบายบริษัท

    • A: "Management is being very strict with our work hours."

    • B: "So, what? Do we fight fire with fire and slow down our productivity?"

    • คำแปล:

      • A: "ฝ่ายบริหารเข้มงวดเรื่องเวลาทำงานของเรามากเลย"

      • B: "แล้วไง? เราจะสู้ด้วยวิธีเดียวกันแล้วลดประสิทธิภาพการทำงานของเราเหรอ?"

  14. พูดคุยกันเรื่องการเมืองระหว่างเพื่อน

    • A: "Both sides are so aggressive in their arguments."

    • B: "That's politics. Everyone has to fight fire with fire to get their point across."

    • คำแปล:

      • A: "ทั้งสองฝ่ายใช้การโต้เถียงที่ดุดันมาก"

      • B: "นั่นแหละการเมือง ทุกคนต้องสู้ด้วยวิธีเดียวกันเพื่อที่จะให้ข้อโต้แย้งของตัวเองเป็นที่ยอมรับ"

  15. คำแนะนำจากผู้ปกครองเรื่องการจัดการกับเพื่อนรังแก

    • A: "A bully is bothering me at school."

    • B: "I know it's hard, but don't fight fire with fire. It's better to tell a teacher."

    • คำแปล:

      • A: "มีนักเลงในโรงเรียนมาคอยรังแกหนู"

      • B: "แม่รู้ว่ามันยาก แต่อย่าใช้ความรุนแรงเข้าสู้เลย บอกครูดีกว่า"

  16. การโต้เถียงในที่ประชุม

    • A: "They’re being very aggressive in their demands. We should just give in to avoid a conflict."

    • B: "No way. We have to fight fire with fire. If they want to be aggressive, we'll be aggressive too. It's eye for an eye, tooth for a tooth."

    • คำแปล:

      • A: "พวกเขายื่นข้อเสนอแบบดุดันมากเลย เราควรจะยอมๆ ไปจะได้ไม่ต้องมีเรื่องกัน"

      • B: "ไม่มีทาง! เราต้องสู้ด้วยวิธีเดียวกัน ถ้าพวกเขาอยากจะก้าวร้าว เราก็จะก้าวร้าวกลับ มันคือตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

  17. เรื่องราวความบาดหมางของเพื่อน

    • A: "He stole my idea, so I'm going to ruin his presentation. This is going to be an eye for an eye."

    • B: "I don't think that's the best way to handle it. You might get in trouble too."

    • คำแปล:

      • A: "มันขโมยไอเดียของฉันไป งั้นฉันจะทำให้การนำเสนอของมันพังให้หมด นี่แหละตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

      • B: "ฉันว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดนะ นายอาจจะโดนเล่นงานกลับก็ได้"

  18. การแก้แค้นส่วนตัว

    • A: "She spread lies about me, so I’m going to tell everyone about her secrets. I believe in fighting fire with fire."

    • B: "Think about the consequences. It will only escalate the conflict."

    • คำแปล:

      • A: "เธอน่ะปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับฉัน งั้นฉันก็จะไปเล่าความลับของเธอให้ทุกคนฟัง ฉันเชื่อในการสู้ด้วยวิธีเดียวกับที่โดนมา"

      • B: "คิดถึงผลที่ตามมาหน่อยสิ มันจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลายนะ"

  19. กลยุทธ์ทางธุรกิจ

    • A: "Our rival started an advertising campaign that is directly attacking us."

    • B: "Well, we will not stand by. It's time to fight fire with fire and launch our own attack ads. This is an eye for an eye."

    • คำแปล:

      • A: "คู่แข่งของเราเริ่มแคมเปญโฆษณาที่โจมตีเราโดยตรงเลย"

      • B: "เราจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ หรอก ถึงเวลาแล้วที่จะสู้ด้วยวิธีเดียวกันและเปิดตัวโฆษณาที่โจมตีพวกเขาบ้าง นี่คือตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

  20. การตอบโต้ในโลกออนไลน์

    • A: "This internet troll won’t stop harassing me."

    • B: "You can’t win by being nice. You have to fight fire with fire and troll them back."

    • คำแปล:

      • A: "นักเลงคีย์บอร์ดคนนี้ไม่ยอมหยุดรังควานฉันเลย"

      • B: "เธอจะชนะด้วยการทำดีไม่ได้หรอก เธอต้องเอาคืนด้วยวิธีเดียวกันและไปก่อกวนพวกเขากลับ"

  21. เรื่องราวในครอบครัว

    • A: "My sister keeps borrowing my clothes without asking, and it's making me angry."

    • B: "Have you tried taking her clothes without asking? It might be an eye for an eye."

    • คำแปล:

      • A: "น้องสาวฉันชอบเอาเสื้อผ้าฉันไปใส่โดยไม่ขอตลอดเลย ทำให้ฉันโมโหมาก"

      • B: "ลองเอาเสื้อผ้าของเธอบ้างหรือยัง? มันอาจจะเป็นการตาต่อตา ฟันต่อฟันนะ"

  22. นโยบายการเมือง

    • A: "The opposition is using smear tactics to undermine our campaign."

    • B: "Then we will fight fire with fire and expose their scandals. This is a game of an eye for an eye."

    • คำแปล:

      • A: "ฝ่ายค้านใช้กลยุทธ์ใส่ร้ายป้ายสีเพื่อบ่อนทำลายแคมเปญของเรา"

      • B: "ถ้าอย่างนั้นเราจะสู้ด้วยวิธีเดียวกันและเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวของพวกเขาบ้าง นี่มันคือเกมตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

  23. การต่อสู้ในกฎหมาย

    • A: "The company is suing us for a ridiculous amount of money."

    • B: "Fine. We’ll sue them back for an even bigger amount. It’s an eye for an eye."

    • คำแปล:

      • A: "บริษัทนั้นฟ้องร้องเราด้วยจำนวนเงินที่ไร้สาระมาก"

      • B: "ดี! เราก็จะฟ้องพวกเขากลับด้วยจำนวนเงินที่มากกว่า นี่คือตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

  24. กลยุทธ์การเจรจาต่อรอง

    • A: "They offered us a low price for our goods."

    • B: "Tell them we’re not interested. We can fight fire with fire by demanding an even higher price next time."

    • คำแปล:

      • A: "พวกเขาเสนอราคาที่ต่ำมากสำหรับสินค้าของเรา"

      • B: "บอกพวกเขาไปเลยว่าเราไม่สนใจ เราจะสู้ด้วยวิธีเดียวกันด้วยการเรียกร้องราคาที่สูงขึ้นไปอีกในครั้งหน้า"

  25. การรับมือกับนักเรียนเกเร

    • A: "I don't know how to stop the bullies at school."

    • B: "Don't fight fire with fire. It's better to tell the principal than to get into a fight. An eye for an eye will only lead to more trouble."

    • คำแปล:

      • A: "ฉันไม่รู้ว่าจะหยุดพวกนักเรียนเกเรที่โรงเรียนได้ยังไง"

      • B: "อย่าเอาคืนด้วยวิธีเดียวกันเลย ไปบอกผู้อำนวยการดีกว่า การตาต่อตา ฟันต่อฟันจะนำไปสู่ปัญหาที่มากขึ้นเท่านั้น"





#ภาษาอังกฤษ,#สำนวน,#วลีภาษาอังกฤษ,#เรียนภาษาอังกฤษ,#FightFireWithFire
Fight fire with fire, Fight fire with fire แปลว่า,สำนวน Fight fire with fire,ความหมาย Fight fire with fire,ตัวอย่าง Fight fire with fire,
สำนวนภาษา,

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568

​ใช้ยังไง? "Fill Me In" สำนวนง่ายๆ ที่คนใช้บ่อยที่สุด

 คำว่า "Fill me in" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้กันบ่อยมาก มีความหมายว่า "บอกข้อมูลที่ฉันยังไม่รู้ให้หน่อย" หรือ "เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังหน่อย"

​สำนวนนี้มักจะใช้ในสถานการณ์ที่เราไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ หรือมาถึงทีหลังและอยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดแบบสรุปๆ เข้าใจง่าย เหมือนกับเราขอให้คนอื่นช่วย "เติมเต็ม" ข้อมูลที่ขาดหายไปให้เรานั่นเอง



ตัวอย่างบทสนทนา

​สถานการณ์ที่ 1: เพื่อนกลับมาจากการประชุม

​A: Hey, I'm back. I missed the first part of the meeting. Can you fill me in?

(เฮ้ ฉันกลับมาแล้ว ฉันพลาดช่วงแรกของการประชุมไป ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง)

​B: Sure. We just went over the new marketing plan. Let me show you the key points.

(ได้เลย เราเพิ่งพูดคุยกันเรื่องแผนการตลาดใหม่ เดี๋ยวฉันจะบอกประเด็นสำคัญๆ ให้ฟัง)

​สถานการณ์ที่ 2: เพื่อนเพิ่งมาถึงงานปาร์ตี้

​A: Wow, this party is so fun! I just got here. What have I missed? Please fill me in on all the gossip!

(ว้าว ปาร์ตี้นี้สนุกจังเลย! ฉันเพิ่งมาถึงนี่เอง ฉันพลาดอะไรไปบ้างเนี่ย! ช่วยเล่าเรื่องเม้าท์ทั้งหมดให้ฟังหน่อยสิ!)

​B: Oh, you won't believe it! Tom and Lisa are dating now!

(โอ๊ย เธอต้องไม่เชื่อแน่ๆ! ตอนนี้ทอมกับลิซ่ากำลังคบกันอยู่!)

​สถานการณ์ที่ 3: โทรศัพท์คุยกับเพื่อนที่ป่วย

​A: I'm so sorry I couldn't visit you earlier. I heard you've been sick. Fill me in on how you're doing now.

(ฉันขอโทษด้วยนะที่มาเยี่ยมไม่ได้ก่อนหน้านี้ ได้ข่าวว่าไม่สบายอยู่ ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยสิ)

​B: I'm feeling much better, thanks for asking. I just had a bad fever, but it's gone now.

(ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณนะที่ถาม แค่เป็นไข้หนักเฉยๆ แต่ตอนนี้หายแล้ว)


​ตัวอย่างเพิ่มเติม

​เพื่อนร่วมงานขาดประชุมไป:

"I was on vacation last week. Could you fill me in on what I missed?"

(ฉันไปพักร้อนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าฉันพลาดเรื่องอะไรไปบ้าง?)

​นัดเจอกับเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน:

"It's been ages! Fill me in on what you've been up to."

(ไม่ได้เจอกันนานเลย! เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?)

​เพื่อนโทรมาหาแต่ไม่ได้รับสาย:

"Sorry, I was in a meeting. What's up? Fill me in."

(ขอโทษที พอดีติดประชุมอยู่ มีเรื่องอะไรเหรอ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ)

​ถามเรื่องราวหลังจากดูข่าว:

"I saw the headline but didn't read the whole article. Can you fill me in on the details?"

(ฉันเห็นแค่หัวข้อข่าว แต่ไม่ได้อ่านทั้งหมด ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหม?)

​ถามเรื่องราวจากสมาชิกครอบครัว:

"I just got home. Fill me in on what happened while I was out."

(ฉันเพิ่งกลับถึงบ้าน เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าตอนที่ฉันไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นบ้าง)

​กลับไปทำงานหลังจากพักฟื้นจากอาการป่วย:

"I'm back at work after being sick. Could someone fill me in on the project status?"

(ฉันกลับมาทำงานแล้วหลังจากป่วย ใครก็ได้ช่วยอัปเดตสถานะของโปรเจกต์ให้หน่อยได้ไหม?)

​ขอให้เล่าเรื่องย่อของหนังหรือซีรีส์:

"I'm thinking of watching this series. Can you fill me in on the plot without giving away any spoilers?"

(ฉันกำลังคิดว่าจะดูซีรีส์เรื่องนี้อยู่ ช่วยเล่าเนื้อเรื่องย่อๆ ให้ฟังหน่อยได้ไหมโดยไม่สปอยล์?)

​ถามเรื่องความคืบหน้าของสถานการณ์ที่ไม่รู้เรื่อง:

"I heard something happened with the new policy. Could you please fill me in on the situation?"

(ฉันได้ยินมาว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับนโยบายใหม่ ช่วยเล่าสถานการณ์ให้ฟังหน่อยได้ไหม?)

​ขอให้เพื่อนร่วมทีมเล่าเรื่องการพัฒนาล่าสุด:

"I just joined the team. Could you fill me in on the latest developments?"

(ฉันเพิ่งเข้าทีมมา ช่วยอัปเดตการพัฒนาล่าสุดให้ฟังหน่อยได้ไหม?)

​ถามเพื่อนที่กลับมาจากการเดินทาง:

"How was your trip? Fill me in on all the fun stuff you did!"

(ทริปเป็นยังไงบ้าง? เล่าเรื่องสนุกๆ ทั้งหมดที่เธอทำมาให้ฟังหน่อยสิ!)


​การใช้สำนวน fill me in จะช่วยให้บทสนทนาดูเป็นธรรมชาติและเป็นกันเองมากขึ้น เหมือนกับที่เราพูดว่า "เล่าให้ฟังหน่อย" หรือ "สรุปให้ฟังหน่อย" หรือ "เหลามาซิ" ในภาษาไทยนั่นเอง


​Fill me in,

​Fill me in แปลว่า,

​สำนวน Fill me in,

​ภาษาอังกฤษ Fill me in,

​ตัวอย่างประโยค Fill me in,

​วลีภาษาอังกฤษ,

​สำนวนภาษาอังกฤษ,

​Fill me in ใช้ยังไง,


​#ภาษาอังกฤษ

​#สำนวน

​#วลีภาษาอังกฤษ

​#เรียนภาษาอังกฤษ

​#FillMeIn