เรียนรู้ Tense 3 แบบที่จำเป็นที่สุดในภาษาอังกฤษ พร้อมตัวอย่างประโยคและบทสนทนาที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง เพื่อให้คุณสื่อสารได้คล่องแคล่วและถูกต้อง
Tenses หรือ "กาล" เป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของภาษาอังกฤษ เพราะช่วยให้เราระบุเวลาของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต, ความจริงในปัจจุบัน, หรือแผนการในอนาคต วันนี้เราจะมาสรุป Tense พื้นฐาน 3 แบบที่คุณต้องรู้ไว้ให้แม่นยำ พร้อมตัวอย่างประกอบมากมายเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
1. Simple Present Tense (ปัจจุบันกาล)
Simple Present Tense ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นกิจวัตรประจำวัน, ความจริงทั่วไป, ตารางเวลาที่แน่นอน, หรือการแสดงความรู้สึกและความชอบ
ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นความจริงทั่วไป
โครงสร้าง: ประธาน + กริยาช่อง 1
ตัวอย่างประโยค
He goes to the gym every day. (เขาไปยิมทุกวัน)
She drinks coffee in the morning. (เธอดื่มกาแฟตอนเช้า)
The sun rises in the east. (ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก)
Water boils at 100 degrees Celsius. (น้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส)
I study English every evening. (ฉันเรียนภาษาอังกฤษทุกเย็น)
They play football on weekends. (พวกเขาเล่นฟุตบอลในวันหยุดสุดสัปดาห์)
We live in a big city. (เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่)
My sister loves to read books. (พี่สาวของฉันชอบอ่านหนังสือ)
He works as a teacher. (เขาทำงานเป็นครู)
The train leaves at 8 a.m. (รถไฟออกเวลา 8 โมงเช้า)
She doesn't like chocolate. (เธอไม่ชอบช็อกโกแลต)
Do you know him? (คุณรู้จักเขาไหม?)
He always comes late. (เขามาสายเสมอ)
She never eats meat. (เธอไม่เคยกินเนื้อ)
My dog sleeps on the bed. (หมาของฉันนอนบนเตียง)
The earth revolves around the sun. (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)
I believe in ghosts. (ฉันเชื่อเรื่องผี)
She teaches French. (เธอสอนภาษาฝรั่งเศส)
He wants to buy a new car. (เขาต้องการซื้อรถคันใหม่)
The store opens at 9 a.m. (ร้านเปิดเวลา 9 โมงเช้า)
My parents live in a small town. (พ่อแม่ของฉันอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ)
Does she like pizza? (เธอชอบพิซซ่าไหม?)
The movie starts in ten minutes. (หนังจะเริ่มในสิบนาที)
I have a good memory. (ฉันมีความจำดี)
He feels tired after work. (เขารู้สึกเหนื่อยหลังเลิกงาน)
Cats like to chase mice. (แมวชอบไล่จับหนู)
The clock strikes twelve at noon. (นาฬิกาตีสิบสองตอนเที่ยง)
She takes the bus to work. (เธอขึ้นรถบัสไปทำงาน)
He drinks tea, but I drink coffee. (เขาดื่มชา แต่ฉันดื่มกาแฟ)
The factory produces cars. (โรงงานผลิตรถยนต์)
2. Simple Past Tense (อดีตกาล)
Simple Past Tense ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีตอย่างชัดเจน มักจะมีคำบอกเวลาที่ระบุอดีตอย่าง yesterday, last week, หรือ 2 hours ago
ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต
โครงสร้าง: ประธาน + กริยาช่อง 2
ตัวอย่างประโยค
I went to the park yesterday. (ฉันไปสวนสาธารณะเมื่อวานนี้)
She ate a sandwich for lunch. (เธอกินแซนด์วิชเป็นอาหารกลางวัน)
He played soccer with his friends. (เขาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ)
They studied for the exam last night. (พวกเขาเรียนเพื่อสอบเมื่อคืนนี้)
We visited our grandparents last month. (เราไปเยี่ยมปู่ย่าตายายเมื่อเดือนที่แล้ว)
The car stopped at the red light. (รถหยุดที่ไฟแดง)
She didn't come to the party. (เธอไม่ได้มาที่งานปาร์ตี้)
Did you finish your homework? (คุณทำการบ้านเสร็จหรือยัง?)
He wrote a letter to his friend. (เขาเขียนจดหมายถึงเพื่อนของเขา)
I lost my keys this morning. (ฉันทำกุญแจหายเมื่อเช้านี้)
They saw a movie together. (พวกเขาดูหนังด้วยกัน)
She drank a glass of water. (เธอดื่มน้ำหนึ่งแก้ว)
He found his wallet on the street. (เขาพบกระเป๋าสตางค์ของเขาบนถนน)
The concert started at 8 p.m. (คอนเสิร์ตเริ่มเวลา 2 ทุ่ม)
She spoke to him about the problem. (เธอพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับปัญหา)
We had a great time at the beach. (เรามีช่วงเวลาที่ดีที่ชายหาด)
He gave her a birthday present. (เขาให้ของขวัญวันเกิดกับเธอ)
I felt happy after I passed the test. (ฉันรู้สึกมีความสุขหลังจากสอบผ่าน)
She ran a marathon last year. (เธอวิ่งมาราธอนเมื่อปีที่แล้ว)
The phone rang loudly. (โทรศัพท์ดังเสียงดัง)
He told me a funny story. (เขาเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟัง)
We lived in Japan for three years. (เราเคยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลาสามปี)
The dog slept all day. (หมานอนทั้งวัน)
She read the whole book in one day. (เธออ่านหนังสือทั้งเล่มในวันเดียว)
He didn't say goodbye. (เขาไม่ได้พูดลา)
Did you call me? (คุณโทรหาฉันหรือเปล่า?)
The company opened a new branch. (บริษัทเปิดสาขาใหม่)
They bought a new house. (พวกเขาซื้อบ้านใหม่)
I broke my arm last month. (ฉันแขนหักเมื่อเดือนที่แล้ว)
The plane landed safely. (เครื่องบินลงจอดอย่างปลอดภัย)
3. Simple Future Tense (อนาคตกาล)
Simple Future Tense ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต, การคาดการณ์, หรือการตัดสินใจในทันที มักจะใช้โครงสร้าง "will + กริยาช่อง 1"
ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
โครงสร้าง: ประธาน + will + กริยาช่อง 1
ตัวอย่างประโยค
I will go to the gym tomorrow. (ฉันจะไปยิมพรุ่งนี้)
She will call you later. (เธอจะโทรหาคุณทีหลัง)
He will buy a new car next year. (เขาจะซื้อรถใหม่ปีหน้า)
They will visit us this weekend. (พวกเขาจะมาเยี่ยมเราสุดสัปดาห์นี้)
We will eat dinner at a restaurant. (เราจะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหาร)
It will be a beautiful day. (มันจะเป็นวันที่สวยงาม)
I will help you with your homework. (ฉันจะช่วยคุณทำการบ้าน)
She will not come with us. (เธอจะไม่มากับเรา)
Will he be here on time? (เขาจะมาที่นี่ตรงเวลาไหม?)
The train will arrive at 5 p.m. (รถไฟจะมาถึงเวลา 5 โมงเย็น)
I think it will rain. (ฉันคิดว่าฝนจะตก)
She will probably get the job. (เธออาจจะได้งานนั้น)
They will start a new project soon. (พวกเขาจะเริ่มโครงการใหม่เร็วๆ นี้)
We will celebrate my birthday in June. (เราจะฉลองวันเกิดของฉันในเดือนมิถุนายน)
He will not forget your birthday. (เขาจะไม่ลืมวันเกิดของคุณ)
Will you marry me? (คุณจะแต่งงานกับฉันไหม?)
I will send you an email. (ฉันจะส่งอีเมลให้คุณ)
She will be a great leader. (เธอจะเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม)
We will meet at the coffee shop. (เราจะเจอกันที่ร้านกาแฟ)
The store will be closed tomorrow. (ร้านจะปิดพรุ่งนี้)
I will pay for the meal. (ฉันจะจ่ายค่าอาหารเอง)
The package will arrive next Monday. (พัสดุจะมาถึงวันจันทร์หน้า)
I will tell you the secret later. (ฉันจะบอกความลับคุณทีหลัง)
He will not be happy about this. (เขาจะไม่พอใจกับเรื่องนี้)
Will they call us? (พวกเขาจะโทรหาเราไหม?)
I will study harder for the next exam. (ฉันจะเรียนให้หนักขึ้นสำหรับการสอบครั้งหน้า)
She will probably get a promotion. (เธออาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง)
He will finish the report by the end of the day. (เขาจะทำรายงานเสร็จภายในสิ้นวัน)
I will bring my laptop to the meeting. (ฉันจะนำแล็ปท็อปของฉันไปประชุม)
We will travel to Thailand next summer. (เราจะเดินทางไปประเทศไทยในฤดูร้อนหน้า)
การทำความเข้าใจ Tense ทั้ง 3 รูปแบบนี้จะช่วยให้คุณสามารถสร้างประโยคที่ถูกต้องและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลองนำไปฝึกฝนและใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ!
Tenses,Present Simple,Past Simple,Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar,
Verb,Action Verbs,Stative Verbs,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,คำกริยา,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,
Adjective,คำคุณศัพท์,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ,English Grammar,Quantifying Adjectives,
Adverb,คำวิเศษณ์,Adverbs of Manner,Adverbs of Time,Adverbs of Place,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Parts of Speech,เรียนภาษาอังกฤษ
Tenses,Present Simple,Past Simple,Future Simple,ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ,Tense,ภาษาอังกฤษ,เรียนภาษาอังกฤษ,Grammar
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น